RSS

ความกล้าหาญ

ความกล้าหาญ คือ ความกล้าที่จะเป็น ที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกโดยไม่หลอกลวง
ทั้งยังเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา และความกังวลห่วงใยผู้อื่น

-ชัมบาลา น.126-

การหลอกลวงในที่นี้ก็คือ การหลอกตัวเอง เกิดความสงสัยในตนเอง

ตามล่าหา...แรง...บันดาล..(หัว) ใจ

1.
ห่างหายการเขียนบล๊อกนี้เสียนาน
ไม่ใช่เพราะอะไรมากมายไปกว่า
ภาวะขี้เกียจที่ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมจาเดิมเลยแม้แต่น้อย
หรือแม้แต่การเขียน Journal ที่ได้สัญญาไว้กับตัวเอง
ก็ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นรูปเป็นร่างเกิดขึ้นเลย
ช่วงที่ผ่านมาเรามัวแต่เดินทางตามหาหัวใจของเราอยู่
และโดยไม่รู้ตัวนอกจากไม่เจอแล้ว
ยังทำหัวใจดวงเดิมตกหายไประหว่างเดินทาง
มาถึงตอนนี้ก็พบตัวเองยืนเคว้งคว้างอยู่ โดยไม่มีหัวใจ
อาการอ้างว้าง ว้าเหว่ รุมกันเข้ามา

2.
สิ่งที่ตามมาคือ การค้นให้พบถึง หัวใจที่แท้จริงของฉันเอง
หลังจากได้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ออกไปพบผู้คนมากหน้าหลายตา
ได้อ่านหนังสือหลายเล่ม ทำให้ค้นพบความชัดในตัวเอง
และสิ่งที่อยากทำ เข้าใจคุณค่าและความหมายในหัวใจดวงนี้
แต่ยังหรอก เท่านี้ยังไม่พอ
แม้จะรู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง มากมายแค่ไหน
แต่มันคงเป็นแค่เพียงความเข้าใจ โดยใช้หัวสมอง(เครื่องมือชิ้นเอกของเรา)
จึงทำให้แต่ละอย่างที่เรารู้เราเข้าใจ มันไม่ได้เกิดขึ้นภายในตัวเรานี้เลย

3.
แรง...ขับ..เคลื่่อน... คือพลังบางอย่างที่อยู่ในตัวเรานี่แหละ
ที่เราก็ต้องปลุกมันขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ความรู้สึก ถึง คุณค่า ถึงความหมาย ที่อยู่ในใจในกาย
ให้มันกลายเป็นเรื่องจริงในชีวิต
เปลี่ยนเจ้าความท้อแท้ ความไม่มั่นใจ จิตตก ไร้หนทาง ให้กลายเป็น
ความตระหนักรู้ในคุณค่าที่แท้จริงในตัวเอง
มันจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราดำเนินต่อไปบนหนทาง

4.
ความรัก ความเมตตา มีอยู่เสมอในตัวฉัน และฉันก็รับรู้ถึงมัน
ความรู้ ความสามารถ สิ่งดีดี ในตัวฉัน ก็มีอยู่มากมาย ไม่ได้หายไปไหน
แค่ความกล้าหาญ ที่จะสามารถยืนหยัด ถึง
ความเป็นตัวของตัวเอง แบบนี้สิ ที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบ กับอะไร
รัก และเมตตา ในแบบที่เราเป็นอย่างนี้นี่แหละ ดีที่สุดแล้ว

5.
ความรัก และหัวใจ(ดวงเดิม) ยังคงอยู่ดีเสมอ
รอยยิ้ม ยังอ่อนโยน น้ำตาก็ยังจริงแท้ เสียงหัวใจก็ยังคงก้องกังวาล
และฉันยังเ็ป็นแบบฉัน ที่รักเป็น และมีหัวใจอ่อนไหวดวงเดิมๆ

การ Transform

การ Transform ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนธรรมดา เป็นการทำให้ผู้เรียนมีกระบวนการได้ลองมองย้อนความเชื่อของตนเอง และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนมาสู่ชีวิต และเห็นคุณค่าของมัน ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข

Transformative Learning

- การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ---- ตัวผู้เรียน

- การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ มุมมอง การเข้าใจโลกและชีวิต

- เกิด Critical Reflection ย้อนมอง ความเชื่อสมมติฐานของตนเอง

- เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตได้ เห็นคุณค่าสิ่งที่เรียนมากขึ้น

- คุณหมอธนา นิลชัยโกวิทย์ ในการอบรมครั้งหนึ่ง -

บ่น

รู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจไปไหม
ทำอะไรช้าไปไหม
หรือว่าไม่มีวินัย
หรือที่มีนี่มันน้อยเกินไป

ไม่พอใจกับความเร็วในการทำงานของตัวเอง
อยากทำอะไรต่างๆ ให้ได้เร็วกว่านี้จะดีกว่าไหม

มีแต่ความเห็น ความอยาก นู่นนั่นนี่ เต็มไปหมด

ที่มาของความเครียดช่วงนี้น่ะล่ะ

บ่นออกมา เผื่อจะได้เห็นอะไรบ้าง
จมอยู่อย่างนี้คงไม่รู้หรอก

สะเทือนใจกับคำว่า ที่บอกว่าพวกเราไม่มีวินัย
ฮึดฮัดขัดข้องใจ คงจริง เราขี้เกียจได้ใจทีเดียว
แต่พอจะกลับมา ก็มาแค่ความอยาก อยากที่จะได้ดีเป็มไปหมด
ไม่มีความผ่อนคลายเอาซะเลย
มีแต่ความบีบคั้น อย่างนี้สินะที่ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ถูกทาง

หาทางมี "วินัย" แบบถูกที่ถูกทางดีกว่าไหม
ลองดู!!!

ความกลัว

ความกลัว

เหตุที่มนุษย์ขาดศรัทธาในความดีงามพื้นฐาน
ก็เป็นเพรา..ความกลัว หรือจะพูดให้ชัดกว่านี้คือ เรากลัวในความกลัว

ไม่ใช่ความกลัวสิ่งที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิด
แต่เป็นเรื่องของความวิตกกังวลว่าเรายังไม่พร้อม
การคุกคามของความกลัวนั้นเกิดจากความลังเลสับสน

ความกลัวไม่ใช่อุปสรรค แต่การปฏิเสธความกลัว
หรือ กลัวที่จะมีความกลัว ต่างหากที่ปิดประตูขังหัวใจเราเอาไ้ว้

อาการของความกลัว อาจแสดงได้โดย
อาการอันเสแสร้ง การที่จิตซัดส่าย พูดเพ้อเจ้อ(การที่ปล่อยให้ความคิดเข้าครอบงำ จนไม่มีสติ)
หรือจมดิ่งอยู่กับความคิดเดิมซ้ำๆ

เราจึงมักสร้าง "รังดักแด้" เพื่อปกป้อง ปิดกั้นเรา
ความขลาดกลัวคือ การฝังตัวเองอยู่ในรังดักแด้ ที่ซึ่งเราพยายามเลี้ยงสันดานเก่าของเราเอาไว้
เราก็จะไม่มีวันได้โผล่ออกมาหายใจในอากาศบริสุทธิ์เลย...


อ่านหนังสือวันละนิด จิตแจ่มใส ฮ่าๆๆ
อ่านได้วันละนิดจริงๆ

ความดีงามพื้นฐาน

หลักธรรมชัมบาลาหาใช่ศาสนาไม่
มันเชื้อเชิญให้เราค้นหาหนทางภายในตน
ว่าอาณาจักรชัมบาลามีอยู่จริงๆ ในหัวใจของคนทุกคน

หัวใจของมนุษย์คือ "ใจกลางของความไม่ผันแปร"
หรือที่ท่านตรุงปะเรียกว่า
ความดีงามพื้นฐาน Basic Goodness

พื้นฐาน แสดงออกถึง สภาวะเดิมแท้
ดุจท้องฟ้าที่มิอาจแปดเปื้อนได้เพราะเมฆหมอกที่มาบดบัง

และ คือการเชื้อิญให้ความว่างแต่บรรพกาลซึ่งเป็นธรรมชาติที่อยู่ในตัวเรา
ได้เผยออกอย่างเต็มที่
"Moving from what is heard, observed and / or experienced to what is meant is at the center of ethnography / autoethnography"

(Miller and Crabtree, 1992)